กลยุทธ์การตัดใจเพื่อความอยู่รอด ถอดแนวคิด Ryanair ในการโยกย้ายทรัพยากรหนีวิกฤตต้นทุนเฟ้อ

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ ผู้ประกอบการยุคใหม่ ควรถามตัวเองให้บ่อยขึ้น นั่นคือ "ถ้าต้นทุนสูงกว่าผลกำไร" ที่จะงอกเงยกลับคืนมาสู่องค์กร เราจะยอมเสียเวลาและทรัพยากรไปเพื่ออะไร?

แม้ว่าคำถามดังกล่าวจะฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงในภาคธุรกิจกลับทำได้ยากมาก เนื่องจากมักจะมีเรื่องของความผูกพันเชิงโครงสร้าง กับสถานที่ตั้งเดิม ข้อตกลงตามสัญญา หรือ สิ่งที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ" ที่เรามักจะรู้สึกไปเองว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแตะต้องได้

อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่แห่งวงการบินโลว์คอสต์ สัญชาติไอร์แลนด์อย่างสายการบิน Ryanair เพิ่งจะแสดงบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ให้เห็นว่า ไม่มีคู่ค้ารายใหญ่หรือสนามบินแห่งใดในโลก ที่จะ "ใหญ่โตเกินไป" จนทำให้บริษัทที่มีการควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด ต้องยอมก้มหน้าแบกรับค่าใช้จ่ายที่ไร้ประสิทธิภาพต่อไป

จากการรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดในปัจจุบัน ทาง Ryanair ได้ออกแถลงการณ์ร่วมที่สร้างความสั่นสะเทือนว่า พวกเขากำลังจะทำการปิดฐานปฏิบัติการบิน จำนวนทั้งหมด 7 ลำ ณ สนามบิน Berlin Brandenburg ภายในช่วงปลายปีนี้ ควบคู่ไปกับการหั่นสัดส่วนเที่ยวบินทั้งหมด ในพื้นที่เมืองหลวงของเยอรมนีลงเกือบครึ่งหนึ่ง ในตารางการบินช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

หากมองอย่างผิวเผินเหตุการณ์นี้อาจดูเหมือนการปรับเปลี่ยนตารางบินทั่วไป ที่ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเชิงกลยุทธ์แล้ว นี่คือสัญญาณเตือนภัยขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงแค่ในแง่โลจิสติกส์เท่านั้น หากแต่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นระหว่างนโยบายการจัดเก็บภาษี ค่าใช้จ่าย และ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์และเงินทุน ที่ ผู้ประกอบการยุคใหม่ทุกคนสมควรนำมาวิเคราะห์

เพื่อที่จะทำความเข้าใจในกลยุทธ์การถอยของไรอันแอร์อย่างลึกซึ้ง เราต้องย้อนกลับไปมองสิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาจากฝั่งเยอรมนี เพราะจากสถิติพบว่าทางผู้บริหารสนามบินเลือกที่จะผลักภาระต้นทุนให้คู่ค้า โดยมีการปรับขึ้นค่าบริการการใช้พื้นที่และรันเวย์สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ นี่ยังไม่รวมถึงแผนนโยบายระยะยาวที่จะเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งสร้างความกดดันให้กับสายการบินต่างๆ อย่างมหาศาล

นอกจากปัจจัยภายในของสนามบินแล้ว มาตรการภาษีของรัฐบาลเยอรมนี ก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจนทำลายความสามารถในการแข่งขัน โดยปัจจุบันมีการเรียกเก็บสูงถึง 15.50 ยูโรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ขณะที่ค่าบริการด้านการรักษาความปลอดภัยก็มีแนวโน้มจะขยับตัว ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนคงที่ขึ้นเป็นสองเท่าตัว และที่ร้ายแรงที่สุดคือค่าธรรมเนียมการควบคุมการจราจรทางอากาศ ที่ขยับตัวสูงขึ้นเป็น 3 เท่าของอัตราเดิมในอดีต

เมื่อองค์ประกอบด้านค่าใช้จ่ายทุกส่วนพร้อมใจกันพุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลลัพธ์เชิงลบสะท้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ สถิติจำนวนผู้โดยสารรวมของสนามบินเบอร์ลิน เกิดความเสียหายเชิงตัวเลขอย่างน่าใจหาย จากเดิมที่เคยสูงถึง 36 ล้านคนในช่วงปี 2019 เหลือเพียงแค่ประมาณ 26 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็นการลดลงของมูลค่าการตลาดเกือบ 30% แต่สิ่งที่น่าตกใจและสร้างความฉงนให้กับนักวิเคราะห์คือ แม้ว่าจะเห็นสัญญาณอันตรายและตัวเลขที่ตกต่ำลงอย่างชัดเจน ทางรัฐบาลและผู้บริหารสนามบินเยอรมนีกลับยังคง "เดินหน้าขึ้นราคาต่อไปอย่างไม่สนใจโลก" แทนการปรับลดราคาเพื่อดึงดูดใจคู่ค้าให้กลับมาใช้งาน

ตามหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจระดับสากล มีกฎพื้นฐานข้อหนึ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นว่า ราคาและปริมาณความต้องการมีความสัมพันธ์ในทิศทางผกผันกัน กล่าวคือเมื่อคุณตัดสินใจยกระดับราคาให้สูงขึ้น ความต้องการซื้อและการเข้าใช้บริการของกลุ่มลูกค้าก็จะยิ่งดิ่งลงตามไปด้วย

หากแต่ความตื้นเขินในการวางแผนของภาครัฐเยอรมนี มันสะท้อนถึงปัญหาที่ลึกซึ้งและน่ากลัวกว่านั้น หากแต่มันคือความสับสนและการหลงระเริงในอำนาจ "อำนาจต่อรองที่ได้มาจากการเป็นเจ้าของพื้นที่" กับ "ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงขององค์กร"

ผู้บริหารสนามบินเบอร์ลินอาจจะมีความเชื่อมั่น เนื่องจากทำเลของตนเป็นจุดยุทธศาสตร์และเมืองหลวง ซึ่งคิดว่าอย่างไรเสียสายการบินต่างๆ ก็จำเป็นต้องมาง้อ ทว่าในสมรภูมิการค้ายุคใหม่ที่ความคล่องตัวคือหัวใจของการอยู่รอด ผู้ประกอบการสามารถสั่งเคลื่อนย้ายทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน ข้ามประเทศข้ามภูมิภาคได้ภายในระยะเวลาเพียงฤดูกาลเดียว ทำให้สิ่งที่เรียกว่าความได้เปรียบทางการค้าสูญสลายไปทันที

พฤติกรรมดังกล่าวเปรียบเสมือนกับพฤติกรรมของ แลนด์ลอร์ดที่หลงระเริงในกรรมสิทธิ์พื้นที่ ที่คอยแต่จะรีดไถและยกระดับค่าบริการรายเดือนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่สนใจเลยว่าคู่ค้าจะสามารถทำกำไรและอยู่รอดได้หรือไม่ ในท้ายที่สุดเมื่อคู่ค้ารายสำคัญทนแบกรับภาระไม่ไหวและเลือกที่จะ ตัดสินใจยุติสัญญาแล้วย้ายไปสร้างสถานประกอบการของตนเอง ในทำเลรอบนอกที่มีมาตรการภาษีและสิ่งจูงใจที่ดีกว่าเดิม สิ่งที่น่าเศร้าคือเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว

สำหรับผู้ที่มองเหตุการณ์อย่างผิวเผินอาจจะคิดว่า การตัดสินใจถอยทัพครั้งนี้คือความล้มเหลวของทางสายการบิน แต่ถ้าหากเราใช้เลนส์ของนักบริหารมืออาชีพมาจับจ้อง นี่คือแบบอย่างชั้นครูที่สะท้อนถึงศาสตร์แห่ง "การจัดสรรพอร์ตโฟลิโอทรัพยากรอย่างชาญฉลาด"

เป็นที่รู้กันดีว่าไรอันแอร์ไม่ใช่สายการบินที่ขับเคลื่อน ด้วยอารมณ์ความรู้สึกหรือความผูกพันส่วนตัว หากแต่พวกเขามีซอฟต์แวร์และทีมงานที่คอยตรวจสอบค่าใช้จ่าย ต่อหัวผู้โดยสารในแต่ละเส้นทางอย่างละเอียดและแม่นยำ ดังนั้นทันทีที่ระบบประมวลผลระบุว่าน่านฟ้าเบอร์ลิน ไม่มีตัวเลขที่สามารถสร้างส่วนต่างกำไรที่ปลอดภัยได้อีกแล้ว คำตอบของผู้บริหารจึงไม่ใช่การเสียเวลาเปิดโต๊ะเจรจา หากแต่เป็นการตัดวงจรความเสี่ยงแล้วโยกย้ายสินทรัพย์ไปสู่พื้นที่ที่เปิดรับโอกาสมากกว่า

ซึ่งผลลัพธ์คือพวกเขาสามารถตั้งเป้าทะยานยอดผู้โดยสารไปสู่ระดับ 216 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งถือเป็นสถิติที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจากจำนวน 149 ล้านคนในปี 2019 ควบคู่ไปกับการเปิดอัตรากำลังพลเพิ่มเติมในพื้นที่อื่น เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างธุรกิจของพวกเขายังคงแข็งแกร่งและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานและศักยภาพขององค์กรไม่ได้ถูกทำลายลง หากแต่พวกมันแค่ย้ายที่อยู่เพื่อไปทำกำไรในทำเลที่มีความเหมาะสมมากกว่าเดิม

ในกรอบความคิดและวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยทั่วไปนั้น ให้ยึดมั่นในความมานะพยายามและพร้อมที่จะสู้ตายถวายหัว ทว่าในหลายๆ สถานการณ์ของการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน การดันทุรังรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่คอยแต่จะรีดไถผลประโยชน์ ไม่ใช่ความซื่อสัตย์สุจริตหากแต่เป็นการทำลายเสถียรภาพของบริษัท และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายอย่างช้าๆ ของธุรกิจคุณเอง

คำพูดของซีอีโอระดับแนวหน้าอย่าง Eddie Wilson ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนและสั้นกระชับว่า "พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว" ทันทีที่หน่วยงานผู้กุมอำนาจประกาศยกระดับราคาขึ้นไปอีก 10% พร้อมทั้งตอกย้ำความล้มเหลวเชิงนโยบายของรัฐบาลเยอรมัน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมในอดีตที่พวกเขาเคยสั่งยุติการดำเนินงาน ในเมืองใหญ่อย่างแฟรงก์เฟิร์ต ดุสเซลดอร์ฟ และสตุตการ์ตมาแล้วเช่นกัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่เยอรมนีต้องสูญเสียเครื่องบินไปถึง 13 ลำ โครงสร้างต้นทุน นี่คือข้อคิดที่ทรงพลังสำหรับผู้ประกอบการทุกคนว่า: การพยายามรักษาความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนที่จ้องแต่จะเอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช่การแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพหรือความซื่อสัตย์ หากแต่เป็นพฤติกรรมทำลายตนเองและปล่อยให้องค์กรเสื่อมถอยลงไปในทุกๆ วัน

ประเด็นทางบัญชีที่เปี่ยมไปด้วยข้อคิดจากเหตุการณ์นี้คือ โครงสร้างต้นทุนไม่ได้ดีดตัวสูงขึ้นจนน่ากลัวตั้งแต่เริ่มต้น หากแต่พวกมันค่อยๆ สะสมและปรับเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย โดยเริ่มจากการปรับขึ้นภาษีทีละสิบเปอร์เซ็นต์ ต่อด้วยการเพิ่มราคาค่าบริการรายทาง ทำให้นักบริหารมักจะมองข้ามและคิดว่าเป็นสัดส่วนงบประมาณที่ ไม่ได้สลักสำคัญและยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอควบคุมได้ แต่เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปแล้วลองทำการประเมินผลรวมทั้งระบบ จะพบว่าต้นทุนสะสมรวมได้ปรับตัวขึ้นมาจนน่าใจหาย

ในศาสตร์การบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่นั้น เรามักจะเตือนภัยเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ในชื่อของ "การสูญเสียกระแสเงินสดจากการสะสมต้นทุนแฝง" ซึ่งเป็นสภาวะที่มีความร้ายกาจและตรวจพบได้ยากกว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและเฉียบพลันเสียอีก เนื่องจากมันเป็นภัยเงียบที่ไม่เคยส่งสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัด ทำให้กลุ่มผู้บริหารมักจะหลงกลและเลือกที่จะแก้ไขปัญหา สัญญารายทางไปทีละครั้งโดยหลงลืมการตรวจสอบภาพใหญ่ โดยที่ไม่มีโอกาสได้ตระหนักถึงความเสี่ยงสะสมในระยะยาวเลย

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพทุกคน ควรระบุเป็นมาตรการบังคับในองค์กรเลยว่าทุกไตรมาสจะต้องมี "การตรวจสอบและล้างบางต้นทุนแฝงอย่างละเอียด" ห้ามดูแค่ตัวเลขสรุปผลการดำเนินงานรายเดือนว่ามีสีเขียวหรือสีแดง หรือดูเพียงแค่กระแสเงินสดหมุนเวียนชั่วคราวเท่านั้น แต่จงลงลึกไปถึงแก่นแท้ด้วยการตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า "แนวโน้มและพฤติกรรมต้นทุนของเราเป็นอย่างไรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา?"

รากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้กลุ่มทุนสายการบินรายนี้ Ryanair คือการสร้างสถาปัตยกรรมระบบการทำงานที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้าย ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับสภาวะวิกฤตและการโยกย้ายในเวลาอันสั้น ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการเลือกใช้เครื่องบิน ที่เป็นพิมพ์เขียวเดียวกันอย่างเครื่องบินตระกูล Boeing 737 ซึ่งการทำมาตรฐานเดียวกันในลักษณะนี้ส่งผลดีอย่างมหาศาล ทำให้ทั้งกัปตัน เจ้าหน้าที่เทคนิค และพนักงานต้อนรับบนเครื่อง มีความสามารถในการโยกย้ายและสลับสับเปลี่ยนฐานปฏิบัติการ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับขั้นตอนการรีสกิลหรือฝึกสอนงานที่ซับซ้อน สถาปัตยกรรมทางธุรกิจนี้จึงเอื้อประโยชน์ในด้านการปรับตัวอย่างแท้จริง

ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์และความไม่คุ้มค่าขึ้นที่เมืองเบอร์ลิน ทางบริษัทจึงมีความสามารถในการแจ้งพนักงานและเริ่มต้น ปรับเปลี่ยนแผนที่การบินและย้ายพนักงานออกได้ทันท่วงที โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเลิกจ้างพนักงานโดยไม่สมัครใจเลย เนื่องจากระบบเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเลือกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ไปทำหน้าที่ในศูนย์การบินสาขาอื่นที่มีสถิติผลกำไรที่ดีกว่า

หากหันกลับมามองบริษัทแบบดั้งเดิมที่มีโครงสร้างไร้ความยืดหยุ่น ที่ทรัพย์สินและพนักงานถูกจำกัดสิทธิ์และผูกมัดอยู่กับ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ สัญญาท้องถิ่น หรือระบบงานที่ล้าสมัย ทำให้ทันทีที่เกิดสภาวะพลิกผันในแง่ของกฎหมายหรือพฤติกรรมลูกค้า องค์กรประเภทนี้ก็มักจะก้าวตามไม่ทันและตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *